เหตุผลที่พรรคเดโมแครตและพรรคริพับลิกันอยู่คนละขั้วกัน

5 (1)

ถ้าจะพูดถึงพรรคการเมืองในสหรัฐฯ นั้นแน่นอนว่าพรรคหลักๆ ที่ทุกคนรู้จักกันดีก็คงจะมีอยู่ 2 พรรคระหว่าง พรรคริพับลิกัน กับ พรรคเดโมแครต ซึ่งต้องถือว่าเป็น 2 ขั้วมหาอำนาจของสหรัฐฯ ที่ต่างก็พยายามส่งคนมาทำหน้าที่ชิงตำแหน่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กันชนิดที่ที่ว่าไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วรู้หรือไม่ว่าความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 พรรคนี้คืออะไรกันแน่ ลองมาหาคำตอบได้จากความรู้ต่อไปนี้

พรรคเดโมแครต ถูกก่อตั้งโดยประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน ในปี ค.ศ. 1792 ซึ่งถือได้ว่าเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ซึ่งการเจริญเติบโตของพรรคนั้นก็ค่อยๆ สร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นพรรคการเมืองอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ มีประธานาธิบดีหลายคนที่เกิดจากพรรคเดโมแครตและก้าวขึ้นไปนั่งเก้าอี้ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ได้อย่างสมเกียรติ ซึ่งนโยบายหลักๆ ของเดโมแครตนั้นมักจะยึดถือในเรื่องของประชาชนเป็นที่ตั้ง หรือที่เรียกว่าประชานิยม ก็ได้ โดยสังเกตว่าเวลาที่มีคนของเดโมแครตขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ พวกเขามักจะสร้างนโยบายโดยดูจากความคิดเห็นของประชานมาเป็นอันดับแรก เป็นพรรคที่ใช้คำว่าเสรีนิยมก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนแต่ประการใด แต่นโยบายหลายๆ ด้านของเดโมแครตนั้นบ่อยครั้งก็อาจจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่นัก ทว่าหากมองในมุมของเศรษฐกิจโลกเวลาที่เดโมแครตขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ โลกส่วนใหญ่นั้นจะดำเนินเศรษฐกิจได้ค่อนข้างคล่องตัวและมีเสถียรภาพพอสมควรเลยทีเดียว

1

พรรคริพับลิกัน ถูกก่อตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น  ในปี ค.ศ. 1854 ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นพรรคที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยเลียนแบบพรรคเก่าของสหรัฐฯ อย่าง เดโมแครต – รีพับลิกัน ที่โทมัส เจฟเฟอร์สัน ก่อตั้งมา ในช่วงก่อตั้งแรกๆ ไปจนถึงในยุคหลังสงครามเย็นนั้นพรรคริพับลิกันถือได้ว่าเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อยด้วยการชูนโยบายสังคมเสรีนิยมในขณะนั้นอีกทั้งยังได้ตั้งนโยบายเลิกทาสขึ้นมา ทำให้คนสหรัฐฯ จำนวนมากต่างก็เทใจให้กับพรรคอย่างไม่มีข้อโต้แย่ง ทว่าเมื่อมาในยุคปัจจุบันนี้กลับกลายเป็นว่าพรรครีพับลิกันเองเลือกที่จะใช้นโยบายแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งก็หมายถึงนิยมการสร้างนโยบายในรูปแบบเก่าๆ เหมือนที่เคยเป็นมา นั่นจึงทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกบ่อยครั้งเวลาที่คนของพรรคริพับลิกันขึ้นมาดำรงตำแหน่งอาจจะไม่คล่องตัวเท่าไหร่นัก แต่ข้อดีของมันก็คือช่วยชะลอตัวในเรื่องของปัญหาทางเศรษฐกิจ